วัดถ้ำเสือ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี

Published กรกฎาคม 23, 2013 by offroadtourpakan

วัดถ้ำเสือ สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่อยู่ไม่ห่างจากตัวเมืองกาญจน์มากนัก ถึงก่อนตัวเมืองกาญจน์ ห่างจากเขื่อนแม่กลอง 5 กิโลเมตร เมื่อเข้ามาถึงลานจอดรถหน้าศาลาหลังใหญ่จะมองเห็นจุดเด่นของวัดถ้ำเสือในมุมมองที่เป็นที่นิยมกันมากคือพระพุทธรูปลักษณะคล้ายพระพุทธชินราชองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่ในซุ้ม ใกล้ๆ กับเจดีย์เกษแก้วมหาปราสาท กับอุโบสถอัฏฐมุข (แปดเหลี่ยม) ส่วนศาลาเล็กๆ ที่เห็นอยู่ที่เชิงเขาเป็นที่ตั้งรูปเหมือนพระบูรพาจารย์ มีสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) หลวงปู่ทวด ด้วย

IMG_0528

เจดีย์เกษแก้วมหาปราสาท

เจดีย์เกษแก้วมหาปราสาท ภาพเจดีย์จากอีกมุมหนึ่ง พระเจดีย์เกศแก้วมหาปราสาท วัดถ้ำเสือ มี 9 ชั้น ความสูง 59 เมตร ภายในโปร่ง มีบันไดเวียนสำหรับขึ้นไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ที่ประดิษฐานอยู่ที่ชั้นบนสุดของพระเจดีย์ ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจุจบัน เสด็จมาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ได้อัญเชิญมาจากประเทศอินเดีย ไว้ในปราสาทจุฬามณีบรมสารีริกธาตุ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2533

DSC01107

ตรงบันไดนาคที่เป็นทางเดินขึ้นบนเขาจะมีสัตว์หิมพานต์อยู่หลายตัว มีสีสันสวยงาม เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวก่อนที่จะเดินขึ้นบันไดไป หรือหากขึ้นบันไดไม่ไหว ก็มีรถรางบริการของทางวัดขนานกับบันไดขึ้นไป

DSC01181

IMG_0061

หลวงพ่อชินประทานพร พระพุทธรูปที่เป็นจุดเด่นของวัดถ้ำเสือ คงไม่มีคนที่มาวัดถ้ำเสือแล้วไม่มาไหว้และถ่ายรูปพระพุทธรูปองค์นี้

DSC01160

DSC01178

ถ้ำกระแส

Published กรกฎาคม 19, 2013 by offroadtourpakan

 ถ้ำกระแซ

     ถ้ำกระแซ เป็นถ้ำขนาดเล็ก ๆ สามารถเข้าไปไหว้ขอพรหลวงพ่อถ้ำกระแซ พระพุทธรุปองค์ใหญ่ที่ชาวบ้านในเขตพื้นที่ใกล้เคียงให้ความนับถือ รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนมาที่นี่ต่างก็ไม่พลาดที่จะขอพรกัน

ถ้ำกระแซ เป็นอีกหนึ่งถ้ำประวัติศาสตร์ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากเป็นถ้ำที่อยู่ติดกับบริเวณการสร้างเส้นทางรถไฟที่เป็นช่วงหน้าผาพอดี ซึ่งเป็นจุดที่สร้างยากและยังเชื่อกันว่าจุดนี้ เป็นจุดที่อันตรายที่สุดของเส้นทางรถไฟ ในอดีตเชื่อกันว่าเคยเป็นที่พักของเชลยศึกเมื่อครั้งสร้างเส้นทางรถไฟสายมรณะจากไทยไปพม่า

และไฮไลท์อีกจุดคือการเดินบนเส้นทางรถไฟสายมรณะ ที่มีความยาว 400 เมตร บนหน้าผาเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดในลำน้ำแควน้อย และมีชื่อเสียงไปทั่วโลก เรียกว่าใครมาเที่ยวเส้นทางรถไฟสายน้ำตกแล้วไม่ผ่านมาที่จุดนี้ ถือว่ามาไม่ถึงก็ว่าได้ …..พร้อมกับเลือกซื้อสินค้าท้องถิ่นหลากหลายประเภท

ถ้ำกระแซ ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 55 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 323 กิโลเมตรที่ 29–30 ถ้ำนี้เป็นถ้ำที่ ตัวถ้ำติดกับเส้นทางรถไฟสายกาญจนบุรี–น้ำตก วึ่งเป็นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันสิ้นสุดที่สถานีรถไฟน้ำตก

สะพานรถไฟถ้ำกระแส   มีภาพสวยๆมาฝาก เชิญชวนให้มาเที่ยวที่นี่ครับ

ภาพนี้ถ่ายจากมุมที่จอดรถไฟถ้้ำกระแซ ใกล้ๆศาลาพักผู้โดยสารรถไฟ

IMG_0542

IMG_0582

IMG_0581

ทั้ง 3 ภาพนี้ถ่ายจากสวนไทรโยครีสอร์ท  เป็นมุมที่สวยอีกมุมหนึ่งที่นักท่องเที่ยวชอบมาถ่ายภาพกันบ่อย  ภาพนี้ถ่ายต้นฤดูฝน ต้นไม้เขียวขจีดูสดชื่น ในภาพนักท่องเที่ยวกำลังเดินชมวิวบนทางรถไฟ และมีจุดนัดพบที่ถ้ำกระแซ เพื่อไว้พระขอพรหลวงพ่อถ้ำกระแซ

IMG_0743

ภาพนี้เป็นภาพวิวสวยๆมุมหนึ่งของสวนไทรโยค ถ่ายขณะเดินบนทางรถไฟ

และสะพานรถไฟสายมรณะบริเวณมีนักท่องเที่ยวมาแวะชมและเก็บภาพวิวสวยๆ กัน เพราะถ้ำกระแซมีเส้นทางเข้าถึงสะดวกและสามารถจะไปเที่ยวสถานที่อื่นได้อีกด้วย

IMG_0636

 

อีกมุมหนึ่งของสะพานสายมรณะบริเวณถ้ำกระแซ

เที่ยวน้ำตกผาสวรรค์ต้นฝน

Published มิถุนายน 11, 2013 by offroadtourpakan

 DSC00485.2

วันนี้ 25 มิถุนายน 2556 เป็นช่วงต้นฝน  ผมมีโอกาสมาเที่ยวน้ำตกผาสวรรค์อีกครั้ง คราวนี้เส้นทางออฟโรดยังไม่โหดเท่าไหร่…และเก็บภาพการเดินทางมาฝากครับ…..

DSC00485.2

จากจุดนี้…..ระยะทาง 13 กม. ใช้เวลาเดินทาง 5 ชม.  การเดินทางต้องหยุดพักเป็นช่วงๆ เพื่อรอขบวนรถ suzuki  เคลื่อนตัวไปก่อน ติดโคลนบ้าง ต้องใช้วินน์ช่วย เป็นระยะๆ

บ่อโคลน…เล็กๆ   รถผมผ่านได้สบาย ชิวๆ    …………DSC00494.1

อ้าวมาเจอสะพานไม้..ขบวนรถ Suzuki caribian ข้ามผ่านไปแล้ว  ผมกำลังสำรวจ  line  รถผมจะข้ามได้ไหม?เนี่ย   สะพานไม้ลื่นๆนะ  รถจะลื่นตกสะพานรึเปล่า?    ทีมงานช่วยดู line ให้หน่อยนะครับ

DSC00497.1

…ขบวนรถ Suzuki caribian  เราหยุดพักรถ เพื่อรอให้ขบวนรถนี้ไปก่อน  แล้วค่อยขับเคลื่อนตามไปอย่างช้าๆ

DSC00498.1

สะพานไม้……ระวังลื่นนะครับ

DSC00392.1

ทีมงานกำลังเดินสำรวจ line….ให้ล้อรถลงตำแหน่งไหนดีนา  …….ดูให้ชัวร์ๆนะครับ

DSC00504.1

ภาพนี้รถกำลังอยู่บนสะพานไม้…..ไชๆๆโยๆๆๆ   ผ่านได้แล้ว….

ขับมาเรื่อยๆก็จะพบบ่อโคลนเป็นระยะๆ

DSC00513

  ป้ายบอกเส้นทาง อีก 4 กม. ถึงน้ำตกผาสวรรค์ ….ใกล้จะถึงแล้ว  เส้นทางยังมีบ่อโคลน

DSC00518

กำลังจะลงบ่อโคลน

DSC00519.1

ลงแล้วนะ

DSC00520.1

ขึ้นจากโคลนแล้วครับ

DSC00521

เดินทางต่อครับ …..เส้นทางแบบนี้ดีีที่สุดแล้วDSC00524.1

Group Suzuki  caribian  …ขับเคลื่อนไปอย่างช้าๆๆๆๆๆ

DSC00525.1

ขบวนรถ offroad อีกกลุ่ม….กลุ่มนี้ก็ 10 คัน  ตามมาทีหลัง…. จอดรอเพื่อให้ กลุ่ม suzuki  caribian ขับเคลื่อนไปก่อน…มาก่อนไปก่อน…

DSC00533

กำลังรอ….กลุ่ม suzuki caribian เคลื่อนไปก่อนจ้า

 

แนะนำ 10 ที่เที่ยวหน้าฝนที่คุณไม่ควรพลาด!!

อันดับที่ 1 ทุ่งดอกกระเจียว อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม จังหวัดชัยภูมิ อีกหนึ่งจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยามหน้าฝนที่คุณต้องไม่พลาด ซึ่งในทุกๆช่วงต้นเดือนมิถุนายนไปจนถึงประมาณเดือนสิงหาคมของทุกๆปี ช่วงเวลานี้ที่เองเหล่าดอกกระเจียวจะพร้อมกันออกดอกอวดโฉมให้กับเหล่านักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวอุทยานแห่งชาติป่าหินงามในช่วงหน้าฝนนี้ และนอกจากอุทยานแห่งชาติป่าหินงามแล้วนั้น ที่อุทยานแห่งชาติไทนทอง อุทยานแห่งชาติที่อยู่ใกล้ๆกันก็ยังมีดอกกระเจียวสวยๆให้ได้ชมเหมือนกันค่ะ
อันดับที่ 2 ภูทับเบิก จังหวัดเพชรบูรณ์ อีกหนึ่งจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยามหน้าฝนที่น่ามาเยือนมากแห่งหนึ่ง เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงฤดูฝนแต่ที่ภูทับเบิกก้ยังมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนอย่างไม่ขาดสาย โดยไฮไลท์ที่น่าสนใจยามหน้าฝนบนภูทับเบิกก็คงหนีไม่พ้น ไร่กะหล่ำปลีสีเขียวขจีที่กำลังเจริญงอกงามเพราะได้รับความชุ่มฉ่พจากน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสายนั่นเองค่ะ
อันดับที่ 3 ทุ่งดอกไม้หน้าฝนที่ป่าดงนาทาม อุบลราชธานี ซึ่งในทุกๆช่วงฤดูฝนนักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้พบกับสีสันของเหล่าดอกไม้ป่า ที่แข่งขันกันออกดอกชูช่อรอคอยการมาเยือนของเหล่านักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก โดยดอกไม้ป่าที่สามารถพบได้ในช่วงหน้าฝนได้แก่ ดุสิตา สร้อยสุวรรณา ทิพเกสร กระดุมเงิน และอื่นๆอีกเป้นจำนวนมาก
อันดับที่ 4 ภูสอยดาว จังหวัดอุตรดิตถ์ อีกหนึ่งจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวหน้าฝนที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงปลายฤดูฝน นั่นคือ ช่วงระหว่างเดือนสิงหาคมไปจนถึงเดือนกันยายนของทุกๆปี ณ ภูสอยดาวจะเต็มไปด้วยสีสันอันสวยงามของดอกหงอนนาค ดอกไม้ป่าสีม่วงที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวและเหล่านักถ่ายภาพให้มาเยือนภูสอยดาวได้เป็นจำนวนมากในช่วงฤดูฝน
อันดับที่ 5 ไปล่องแก่งน้ำเข็ก จังหวัดพิษณุโลก ในช่วงหน้าฝนเช่นนี้แน่นอนว่าแม่น้ำลำคลองที่แห้งขอดย่อมถูกเติมเต็มด้วยน้ำฝนที่ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าตลอดช่วงฤดูฝน ในช่วงเวลานี้เองที่นักท่องเที่ยวต่างรอคอยให่้มาถึงเร็วๆ เพราะความสนุกสนานแบบมันส์ๆกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว นั่นคือ กิจกรรมล่องแก่งน้ำเข็ก อีกหนึ่งกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงผจญภัย ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก หน้าฝนนี้อยากเที่ยวแบบมันส์ๆต้องไม่พลาดค่ะ
อันดับที่ 6 เหมืองปิล็อก อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี อีกหนึ่งที่เที่ยวหน้าฝนที่ไม่ควรพลาดมาเยือนสักครั้ง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมาสัมผัสอากาศเย็นๆ รวมไปถึงธรรมชาติอันเขียวชะอุ่ม และกลิ่นอายของวันวานเมื่อครั้งที่อุตสาหกรรมเหมืองแร่ยังเฟื่องฟู หน้าฝนนี้คุณต้องไม่พลาดมาเยือนสักครั้งนะคะ
อันดับที่ 7 อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง หรือ ทุ่งหญ้าสะวันนาแห่งเมืองไทย อีกหนึ่งที่เที่ยวหน้าฝนที่น่ามาเยือนมากแห่งหนึ่ง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาสัมผัสความเขียวขจีของทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ และยังจะได้สนุกสนานไปกับกิจกรรมท่องเที่ยวยอดนิยม นั่นคือ การขี่จักรยานศึกษาธรรมชาติ ชมพรรณไม้ แะลทิวทัศน์ยามหน้าฝนที่มากไปด้วยมนต์ขลัง โดยจุดท่องเที่ยวที่อยากแนะนำให้ไปเยือนได้แก่ ทุ่งนางพญา ทุ่งโนนสน และทุ่งแสลงหลวง
อันดับที่ 8 อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อีกหนึ่งที่เที่ยวใกล้กรุง ที่แม้ในยามหน้าฝนก็ยังน่าเที่ยวเป็นอย่างมาก เพราะในช่วงเวลานี้คุณจะได้พบกับธรรมชาติเขียวๆของป่าเขา ทุ่งหญ้า รวมไปถึงเหล่าดอกไม้ป่า แต่ที่เป็นไฮไลท์ของเขาใหญ่ก็คงหนีไม่พ้นเหล่าน้ำตกสวยๆที่จะทรงพลังมากในช่วงฤดูฝน ได้แก่ น้ำตกเหวนรก, น้ำตกเหวสุวัต, น้ำตกผากล้วยไม้ และน้ำตกกองแก้ว
อันดับที่ 9 ไปดูผีเสื้อป่าที่อุทยานแห่งชาติปางสีดา ซึ่งในทุกๆช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน – เดือนกรกฎาคมของทุกๆปี ที่อุทยานแห่งชาติปางสีดาจะมีกิจกรรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจเป้นอย่างมาก นั่นคือกิจกรรมดูผีเสื้อป่าที่จะมีให้ชมมากในช่วงฤดูกาลนี้ โดยการชมผีเสื้อป่านั้นจะมีการแบ่งออกเป็น 5 จุด คือ บริเวณ ลานกางเต็นท์ และศูนย์บริการนักท่องเที่ยว บริเวณน้ำตกปางสีดา บริเวณน้ำตกลานหินดาด ห้วยน้ำเย็น และจุดสุดท้ายคือแหล่งน้ำซับ
อันดับที่ 10 ไปสัมผัสนาข้าวขั้นบันไดเขียวๆที่โครงการปิดทองหลังพระ อีกหนึ่งจุดหมายหลายทางท่องเที่ยวหน้าฝนที่ตั้งอยู่ในอำเภอเฉลิมพระเกียรติ เป็นโครงการตามแนวพระราชดำริจัง ซึ่งจังหวัดน่าน การมาเที่ยวชมนาข้าวขั้นบันไดหากต้องการความเขียวขจี และความชุ่มชื้น สามารถมา ได้ในช่วงหน้าฝน ตั้งแต่เดือน ก.ย. ส่วนในช่วงปลายต.ค. – พ.ย. ซึ่งเป็นหน้าหนาวก็จะได้สัมผัส อากาศหนาวและนาข้าวสีเหลืองทองเริ่มออกรวง

น้ำตกไทรโยคใหญ่

Published กรกฎาคม 14, 2012 by offroadtourpakan

น้ำตกไทรโยคใหญ่ หรือเรียกอีกชื่อว่า น้ำตกเขาโจน ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติไทรโยค เนื่องจากเป็นน้ำตกที่ไหลตกลงจากหน้าผาลงสู่แม่น้ำแควน้อยราวกับกระโจนลงมา น้ำตกไทรโยคใหญ่จะมีน้ำตลอดปี และน้ำจะแรงมากในฤดูฝน

น้ำตกไทรโยคใหญ่ เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ชั้นเดียว รองรับด้วยชั้นหินสลับกันเป็นชั้น ๆ มีความสูงประมาณ 8 เมตร น้ำตกไทรโยคใหญ่เป็นน้ำตกที่น่าท่องเที่ยวมาก โดย นักท่องเที่ยวทุกท่านจะต้องเดินข้ามสะพานแขวนไปอีกฝั่งหนึ่งเพื่อชมสายน้ำตกที่ไหลลงมาอย่างสวยงามยิ่งนัก

ภาพนี้เป็นภาพที่ถ่ายจากต้นน้ำตก ก่อนที่น้ำจะไหลกระโจนลงแม่น้ำแควน้อย

ภาพกลุ่มนั่งท่องเที่ยวนั่งแพเข้าชมอย่างใกล้ชิดและเก็บภาพสวยๆของน้ำตกไทรโยคใหญ่ที่กำลังไหลกระโจนลงแม่น้ำแควน้อย

และอีกทางเลือกหนึ่ง  ต้องเดินสะพานแขวนข้ามแม่น้ำแคว  เพื่อชมน้ำตก ก็จะได้ภาพสวยๆเก็บไว้เป็นที่ระลึก

บันทึกเที่ยวน้ำตกไทรโยคใหญ่

 

เราได้มีโอกาสมาเที่ยวน้ำไทรโยคใหญ่เป็นครั้งที่ 2 วันนี้น้ำในแม่น้ำแควน้อยสีเขียวใส น่าเล่นน้ำจัง  แต่ก็เล่นไม่ได้เพราะน้ำลึกมาก วันนี้วันหยุด มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่นี่เยอะเหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะระยะทางจากตัวเมืองไม่ไกลมากนัก บางกลุ่มก็เลือกเล่นน้ำบริเวณต้นน้ำตก   เราเลือกเดินข้ามสะพานแขวนแล้วแวะนั่งรับประทานอาหารบนแพในแม่น้ำแควน้อย  ที่นี่เขามีอาหารปลาขาย เด็กๆมีความสุขกับการให้อาหารปลา ปลาตะเพียนหางแดง  ตัดกับสีเขียวของน้ำ สวยงามมาก เป็นจุดเด่นของที่นี่เลย

นั่งเพลินๆ  มีเรือหางยาวลากแพนำนักท่องเที่ยวผ่านหน้าเราไป เพื่อไปชมน้ำตกใกล้ๆ และชมวิวสองฝั่งของแม่น้ำแควน้อยรอบๆน้ำตก

ตอนนี้สะพานไม้แขวนเปลี่ยนเป็นสะพานปูนแล้ว และอัตราค่าเข้าชมชาวไทยเปลี่ยนเป็นผู้ใหญ่ 40 เด็ก 20 และรถยนต์อีกคันละ 30 บาท

สังขละบุรี

Published มิถุนายน 8, 2012 by offroadtourpakan

   สังขละบุรี เมืองสามหมอก ดินแดนสามวัฒนธรรม
เมืองแห่งสายน้ำ ขุนเขา และผืนป่าอันอุดม.. เมืองที่มีความงามหลากหลายทาง เชื้อชาติและวัฒนธรรม ของพี่น้องต่างเผ่าพันธุ์ ทั้งมอญ กระเหรี่ยง ไทย ลาว พม่า ฯลฯ
สังขละบุรี เป็นเมืองสำคัญหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์…สงคราม…ด่านเจดีย์ ทางรถไฟสายมรณะ

  

สามประสบ เกิดจากแม่น้ำสามสายมารวมกันเป็ฯแม่น้ำแควน้อย ได้แก่  แม่น้ำรันตี  แม่น้ำบีคลี่  แม่น้ำซองกาลี  ซึ่งเป็นทัศนียภาพที่สวยงามมาก

สะพานมอญ ที่เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

สะพานมอญ… สะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

เดิมทีชาวบ้านเรียกกันว่า สะพานบาทเดียว สร้างด้วยแพไม้ไผ่ต่อติดกัน และบริเวณตรงกลาง เป็นแพเลื่อนเปิด-เปิด เวลามีคนเดินข้ามก็จะมีคนชักสะพานให้มาเชื่อมกัน และเก็บเงินคนละ 1 บาท ต่อมาหลวงพ่ออุตตมะเห็นว่า ชาวบ้านเดือดร้อนที่ต้องเสียเงินข้ามสะพานทุกวัน จึงมีความ คิดสร้างสะพานเชื่อมโดยใช้ไม้เนื้อดี ทั้งหมดแล้วเสร็จเมื่อประมาณปีพ.ศ.2530 ใช้ระยะเวลา ก่อสร้างประมาณ 8 เดือน โดยแรงงานชาวมอญและแรงศรัทธาจากชาวบ้าน โดยไม่ได้ใช้ เครื่องจักรเลย

ปัจจุบันมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สะพานอุตตมานุสรณ์ มีความยาวถึง 438 เมตร นับได้ว่าเป็น สะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย สร้างข้ามลำน้ำซองกาเลีย สำหรับให้ประชาชนฝั่งตัว อ.สังขละบุรีและฝั่งหมู่บ้านชาวมอญเดินข้ามสัญจรไปมา โดยปัจจุบันได้รับการปรับปรุงซ่อม แซมเป็นรุ่นที่ 4 แล้ว

วัดวังก์วิเวการาม วัดที่จมน้ำมาหลายสิบปี

โบส์วัดวังก์วิเวการาม (เดิม)

        เมืองบาดาล ในอดีตเป็นวัดวังก์วิเวการามเดิม ที่หลวงพ่ออุตตมะสร้่างไว้ จนกระทั่งมีการสร้างเขื่อน ปี 2527 มีการสร้างเชื่อนเขาแหลม (เขื่อนวชิราลงกรณ) จึงขยับขึ้นไปสร้างในที่สูงอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน วัดเดิมนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2496 ในบริเวณที่เรียกว่าสามประสบ ชัยภูมิที่เราจะได้เห็นแม่น้ำสามสายมาบรรจบกัน คือแม่น้ำรันตี บีคลี่ และซองกาเลีย ช่วงเดือน เมษายน- มิถุนายน น้ำลดจนเราสามารถเดินเขาชมตัววัด ได้แบบสมัยเมื่อก่อนมีเขื่อนได้สบายๆ เป็นภาพวิวที่สวยงามมากๆ ในชัยภูมิที่ไม่ธรรมดา

 เจดีย์พุทธคยา สังขละบุรี หลวงพ่ออุตมะจำลองมาจากประเทศอินเดีย ริเริ่มสร้างเมือปี พ.ศ. 2521  งบประมาณจากผู้มีจิตศรัทธาบริจาคกันมาครับ โดยใช้คนงามชาวมอญชายหญิงในหมูบ้านกว่า 400 คน

ปี 2525 ได้เริ่มก่อสร้างจริงเจดีย์เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างยาว 42 เมตร สูง 59 เมตร มีเสาเหล็ก 4 ทิศจำนวน 16 ต้น ในปี 2532 พระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราช กุมาร เสด็จพระราชดำเนิน มาประกอบพิธีอัญเชิญ พระบรมสารีริกธาตุส่วนที่เป็นกระดูกหัวแม่มือขวา สององค์ขนาดเท่าเม็ดข้าวสารมีสีขาวอมเหลืองเป็นเงาบรรจุในผอบ 3 ชั้น ซึ่งหลวงพ่ออันเชิญมาจากประเทศศรีลังกาและฉัตรทองคำหนัก 40 บาท ขึ้นสู่ยอดพระเจดีย์

วัดวังก์วิเวการาม

วัดวังก์วิเวการาม  อยู่เลยจากตัวอำเภอสังขละบุรีไปประมาณ 6 กิโลเมตร เป็นวัดจำพรรษาของ “หลวงพ่ออุตตมะ” ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนชาวไทย ชาวมอญ รวมทั้งชาวกะเหรี่ยงและพม่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ภายในวิหารที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำประดิษฐาน พระพุทธรูปหินอ่อนอันงดงามชาวบ้านเรียกกันว่า หลวงพ่อขาว จากวัดวังก์วิเวการามแยกไปอีก 1 กิโลเมตร จะเป็นที่ตั้งของเจดีย์แบบพุทธคยา มีลักษณะฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนที่เป็นกระดูกนิ้วหัวแม่มือขวา ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร   บริเวณใกล้เจดีย์มีร้านจำหน่ายสินค้าจากพม่าหลายร้านจำพวกผ้า แป้งพม่า เครื่องไม้ ราคาย่อมเยา

ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี มีการจัดงานคล้ายวันเกิดหลวงพ่ออุตตมะ ในงานมีกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วยพิธีกรรมทางศาสนา  การแข่งขันชกมวยคาดเชือก  การแสดงของชมรมวัฒนธรรมท้องถิ่นเช่น การรำแบบมอญ การรำตงของชาวกะเหรี่ยง และในงานประชาชนจะพร้อมใจกัน แต่งกายตามแบบวัฒนธรรม ของชาวไทยรามัญและ จัดเตรียมสำรับอาหารทูนบนศีรษะ ไปถวายพระสงฆ์ที่วัด

อุทยานแห่งชาติเขาแหลม เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของแนวเทือกเขาตะนาวศรี ที่มีเทือกเขาสลับซับซ้อน ทอดตัวตามแนวเหนือใต้ มีความสูงประมาณ 100-1,700 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ส่วนใหญ่จะเป็นหินปูน หินทราย และหินดินดาน ยอดเขาที่สูงที่สุดคือ เขาใหญ่ มีความสูงประมาณ 1,767 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง จากสภาพที่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน ก่อให้เกิดลำน้ำที่สำคัญหลายสายที่ไหลลงสู่ แม่น้ำแควน้อยและอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลม ได้แก่ แม่น้ำรันตี ห้วยป้อมปี่ใน แม่น้ำบิคี่ใหญ่ ห้วยองค์พระ ห้วยเกรียงไกร ห้วยปิล๊อก ห้วยประจำไม้ ห้วยลึก ห้วยน้ำซับ ห้วยแก่งคะยือ ห้วยป่าตอง ห้วยซองกะเลีย ห้วยติพิ ห้วยทิม่องทะ ห้วยวังขยาย ห้วยช่องแคบ ห้วยท่ามะเดื่อ ห้วยน้ำมุด ห้วยเกริงกะเวีย เป็นต้น ส่วนที่เป็นพื้นน้ำของอ่างเก็บน้ำ เหนือเขื่อนเขาแหลมซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทยได้สร้างขึ้นในปี 2522 และได้กักเก็บน้ำเป็นครั้งแรกในปี 2527 โดยกกเก็บน้ำในระดับปกติ 155 เมตร และสูงสุด 160.5 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง คิดเป็นพื้นที่ผิวน้ำ ประมาณ 388 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 25.92 ของพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม

ป้อมปี่ เป็นสถานที่กางเต้นท์ บ้านพัก ของอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ซึ่งเลยจากที่ทำการไปนิดเดียว มีบ้านพักของอุทยานฯ ที่ได้วิวสวยมาก  บริเวณ ป้อมปี่นี้ ทางอุทยานฯให้ชื่อว่า เป็นจุดดูดวงอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในแดนตะวันตกนี้เลย  จะว่าไปแล้วก็นับเป็นจุดสุดท้ายของไทยด้วยล่ะมั่ง ที่จะมีโอกาสเห็นดวงอาทิตย์ตกสุดท้ายของทุกวัน

จุดชมวิวริมเขื่อนศรีนครินทร์

น้ำตกเกริงกระเวีย ขึ้นอยู่กับเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 323 (ทองผาภูมิ-สังขละบุรี) กิโลเมตรที่ 32-33 เลยน้ำตกไดช่องถ่องไปเล็กน้อย ห่างจากอำเภอกาญจนบุรีประมาณ 191 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดเล็ก จะมองเห็นสายน้ำแผ่กระจายไหลมาจากหลายทิศทาง เหมาะสำหรับเป็นจุดพักผ่อนระหว่างการเดินทางไปอำเภอสังขละบุรี

       

น้ำตกไดช่องถ่อง คือ อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรี โดยน้ำตกอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม หมู่ที่ 4 ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี อยู่ห่างจากน้ำตกเกริงกระเวีย ประมาณ 1 กิโลเมตร แล้วมีทางเดินต่อไปถึงน้ำตกอีก 500 เมตร

น้ำตกไดช่องถ่อง เป็นน้ำตกขนาดเล็กสายเดียวกันกับน้ำตกเกริงกระเวีย สูงประมาณ 15 เมตร กระแสน้ำไหลลดหลั่นตามชั้นหินปูนเป็นชั้นๆ ผ่านแนวต้นไม้อันร่มรื่นที่ขึ้นปกคลุมอยู่อย่างหนาแน่น มีสภาพป่าที่สมบูรณ์ มีความสวยงามตามธรรมชาติ

      ด่านเจดีย์สามองค์  เขตสิ้นสุดชายแดนไทยด้านทิศตะวันตก ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองลู ไปตามทางหลวงหมายเลข 323 โดยก่อนถึงตัวอำเภอสังขละบุรี 4 กิโลเมตร จะมีทางแยกด้านขวาไปด่านเจดีย์สามองค์ เป็นระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร  เส้นทางลาดยางตลอดสาย   พระเจดีย์สามองค์นี้เดิมเรียกว่า หินสามกอง เป็นที่สักการะของคนไทยโดยทั่วไป ก่อนเดินทางออกจากเขตแดนไทยเข้าสู่เขตแดนพม่า
ต่อมาในปีพ.ศ.2472 พระศรีสุวรรณคีรี เจ้าเมืองสังขละบุรีได้เป็นผู้นำชาวบ้าน ก่อสร้างเจดีย์ขนาดเล็กสามองค์ดังที่เห็นในปัจจุบัน นอกจากนี้ด่านเจดีย์สามองค์ยังเป็นช่องทางเดินทัพ ที่สำคัญของไทยและพม่าในอดีต  บริเวณด่านเจดีย์สามองค์ มีร้านขายสินค้าจากประเทศพม่า นักท่องเที่ยวสามารถข้ามชายแดนเข้าไปชมตลาดพญาตองซู ในเขตประเทศพม่า ชมตลาดชายแดนซึ่งมีสินค้าของพม่าจำหน่าย โดยเสียค่าผ่านด่าน ชาวไทย ๒๕ บาท  ชาวต่างชาติ 10 เหรียญสหรัฐ (สามารถนำรถเข้าไปได้ราคาคันละ 50 บาท) ระหว่างเวลา 8.00-18.00 น.

ถ้ำแก้วสวรรค์บันดาล

         ถ้ำแก้วสวรรค์บันดาล ตั้งอยู่ในเขตอำเภอสังขละบุรี ห่างจากด่านเจดีย์สามองค์ ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนระหว่างไทยกับพม่า ประมาณ 1 กิโลเมตร อาณาเขตของถ้ำแก้วสวรรค์บันดาลกินบริเวณกว้าง เนื่องจากเป็นถ้ำที่อยู่ในภูเขทั้งลูก ภายในยังแบ่งเรียกเป็นถ้ำต่างๆ อีก 4 ถ้ำ คือ ถ้ำวังบาดาล ถ้ำมรกต ถ้ำแก้ว และถ้ำสวรรค์บันดาล แต่ละถ้ำมีความสลับซับซ้อน สามารถเดินเชื่อมทะลุถึงกันได้หมดทุกถ้ำ          ภายในมีหินย้อยรูปทรงต่างๆ งดงามมาก เมื่อกระทบกับแสงไฟจะสะท้อนแสงแวววาวคล้ายถูกโรยไว้ด้วยกากเพชร การเข้าไปเที่ยวชมนักท่องเที่ยวควรแต่งกายด้วยชุดที่รัดกุม เลือกสวมรองเท้าที่เหมาะสมและต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะบางถ้ำมีโขดหินที่สูงชัน  บางถ้ำต้องใช้ วิธีการคลานและมุดไปตามซอกของช่องหิน และบางถ้ำที่มีระดับน้ำสูงประมาณหัวเข่า หากต้องการจะเที่ยวชมให้ครบหมดทุกถ้ำ จะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมงขึ้นไป
การเดินทาง ใช้เส้นทางอำเภอสังขละบุรี-ด่านเจดีย์สามองค์ โดยเลี้ยวขวาบริเวณศาลาพักร้อนริมทาง ที่อยู่ก่อนด่านเจดีย์สามองค์ประมาณ 1 กิโลเมตร จากนั้นขับรถไปตามถนนดินอีกประมาณ 700 เมตร เลี้ยวขวาไปตามเส้นทางอีก 200 เมตร จะถึงบริเวณสำนักสงฆ์ที่เป็นที่ตั้งของถ้ำแก้วสวรรค์บันดาล นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามรายละเอียด ของการเข้าไปเที่ยวภายในถ้ำได้จากพระ สงฆ์ ที่จำวัดอยู่ในบริเวณสำนักสงฆ์แห่งนั้น

ทริปทัวร์น้ำตกผาสวรรค์

Published มิถุนายน 6, 2012 by offroadtourpakan

ทริปทัวร์น้ำตกผาสวรรค์ อุปสรรคในการเดินทางไม่มีปัญหาสำหรับทีมงานทัวร์ออฟโรดป่ากาญ

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น